Cloudflare มีผลิตภัณฑ์เยอะมาก ตั้งแต่ CDN, DNS, Tunnel ไปจนถึง Workers, R2, D1, Pages และ Workers AI แต่ละตัวมีเงื่อนไข “ฟรี” ของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน บทความนี้จะไล่ดูทีละส่วนว่าอะไรฟรีจริง อะไรฟรีแบบมีเงื่อนไข และจุดไหนที่มักทำให้เข้าใจผิด
(ตัวเลขทั้งหมดอ้างอิงเอกสารของ Cloudflare ณ เดือนสิงหาคม 2026 — โควตาและราคาพวกนี้เปลี่ยนได้เรื่อยๆ ควรเช็กหน้าราคาจริงอีกทีก่อนตัดสินใจ)
Cloudflare พื้นฐาน: ฟรีที่ให้เยอะกว่าที่คนทั่วไปคิด
แผน Free ของ Cloudflare ให้ SSL, CDN, และการป้องกัน DDoS มาตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ระดับการป้องกันนี้ถือว่าเกินพอสำหรับเว็บทั่วไปหรือโปรเจกต์ส่วนตัว
ข้อจำกัดของแผน Free ฝั่งนี้คือ WAF custom rule ได้แค่ 5 กฎ และ Page Rule ได้ 3 กฎ พอเว็บโตขึ้นจนต้องเขียนกฎความปลอดภัยละเอียดๆ หรือ redirect หลายแบบ ก็มีโอกาสรู้สึกอึดอัดเร็ว — ข้อนี้เป็นข้อสังเกตจากลักษณะการใช้งานทั่วไป ไม่ได้มีสถิติยืนยันว่าเป็นเหตุผลหลักที่คนอัปเกรด
ส่วนเรื่องไม่คิดค่า egress ที่คนชอบพูดถึงกัน ต้องระบุให้ชัดว่าไม่ใช่ทุกบริการของ Cloudflare เป็นแบบนี้เหมือนกันหมด — ที่ยืนยันได้ชัดคือ Workers Paid ไม่มีค่า data transfer/throughput เพิ่มเติม และ R2 ก็ไม่คิดค่า egress ออกอินเทอร์เน็ต จุดนี้เป็นข้อได้เปรียบจริงเมื่อเทียบกับ S3 หรือ Lambda ที่มักมีค่าส่งข้อมูลออกแยกต่างหาก (แม้ AWS จะมีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น same-region transfer หรือ free allowance ในบางบริการ) แต่อย่าเหมาว่า “Cloudflare ทั้งก้อนไม่มีค่า egress” เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์มีเงื่อนไขของตัวเอง
Cloudflare Tunnel: ต้องแยกให้ออกว่าใช้แบบไหน
Cloudflare Tunnel แก้ปัญหาของคนที่ต้อง expose dev/staging server ที่ไม่มี public IP ออกอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องเปิดพอร์ตหรือ config firewall ซับซ้อน ตัว daemon (cloudflared) จะทำ outbound connection ออกไปหา Cloudflare เอง แล้ว Cloudflare ค่อยส่ง traffic กลับเข้ามาทาง tunnel นั้น (เซิร์ฟเวอร์ต้นทางยังต้องออกอินเทอร์เน็ตได้อยู่ดี ไม่ใช่ว่าไม่ต้องมีการเชื่อมต่อเลย)
Tunnel มีอยู่สองรูปแบบที่เงื่อนไขต่างกันพอสมควร:
- Tunnel ที่ผูกกับบัญชี (สำหรับใช้งานจริง/production) — ต้องมีโดเมนอยู่บน Cloudflare DNS ก่อนถึงจะ publish hostname ได้ และไม่มีรูปแบบคิดเงินตามทราฟฟิกแบบ metering
- Quick Tunnels / TryCloudflare — สร้าง URL สุ่มบน trycloudflare.com ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีโดเมนของตัวเองเลย เหมาะกับทดสอบเร็วๆ แต่มีข้อจำกัด 200 in-flight requests และไม่รองรับ Server-Sent Events — Cloudflare เองระบุชัดว่าโหมดนี้ไม่มี SLA/uptime รับรอง และไม่แนะนำสำหรับ production
ดังนั้นถ้าต้องการ URL ทดสอบเร็วๆ โดยไม่มีโดเมน ใช้ Quick Tunnel ได้เลย แต่ถ้าจะเอาไปทำ production หรือ service ที่ผู้ใช้จริงเข้าถึง ต้องมีโดเมนบน Cloudflare DNS ก่อนเสมอ
ส่วน Cloudflare Access/Zero Trust ที่ครอบ Tunnel อยู่ (สำหรับตั้งค่า access control, identity provider) แผนฟรีรองรับได้ถึง 50 users ตามหน้าผลิตภัณฑ์ Access ซึ่งเพียงพอสำหรับทีมเล็กหรือใช้คนเดียว ฟีเจอร์อื่นๆ ใน Cloudflare One แต่ละตัวมี limit ของตัวเองแยกกันไป ไม่ได้ผูกกับเลข 50 คนนี้เสมอไป
การใช้ Tunnel ทำให้ traffic ต้องผ่าน edge network ของ Cloudflare ก่อนถึงจะไปต่อ ซึ่งเพิ่ม network hop ขึ้นมาหนึ่งจุด ทฤษฎีแล้วอาจมีผลต่อ latency แต่ผลจริงขึ้นกับตำแหน่งผู้ใช้ Cloudflare PoP ที่ใกล้ที่สุด โปรโตคอลที่ใช้ และลักษณะของ origin server จึงไม่สามารถสรุปเป็นตัวเลขตายตัวได้ — ถ้าจะเอาไปใช้กับงาน real-time หรือ game server แนะนำให้ทดสอบวัด latency จริงในสภาพแวดล้อมของตัวเองก่อน
Cloudflare Workers: serverless ฟรีที่เงื่อนไข CPU time คือตัวตัดสิน

แหล่งที่มา: https://www.cloudflare.com/learning/cloud/cloudflare-and-the-cloud/
แผน Workers Free ให้ 100,000 requests ต่อวัน ตัวเลขนี้คิดแบบรายวัน รีเซ็ตทุกเที่ยงคืน UTC ไม่ใช่ยอดรวมสะสมรายเดือน — ถ้าวันไหน traffic พุ่งเกิน 100K ส่วนเกินจะโดนปฏิเสธทันทีด้วย error 1027 แม้เดือนนั้นรวมๆ จะยังไม่เกินโควตาก็ตาม
ตัวที่จำกัดจริงๆ ในทางปฏิบัติมักเป็น CPU time 10 มิลลิวินาทีต่อการเรียกหนึ่งครั้ง โดย CPU time นับเฉพาะเวลาที่โค้ดทำงานจริง (loop, parse JSON) ไม่นับเวลารอ network เช่น fetch หรือ query ฐานข้อมูล — ดังนั้น API ที่แค่ proxy request แล้วรอ response กลับมาแทบไม่เปลืองโควตานี้เลย แต่ถ้าโค้ดมี computation หนักๆ อยู่ในนั้นจริงๆ จะชนได้ง่าย ถ้าเกิน limit จะเจอ error 1102 (Worker exceeded resource limits) ซึ่งคนละอันกับ error 1101 ที่หมายถึง JavaScript runtime exception

ฝั่ง storage ที่ผูกกับ Workers ก็มีเงื่อนไขเฉพาะตัวที่ควรรู้ก่อนออกแบบระบบ:
- Workers KV — พื้นที่ฟรี 1GB, อ่านได้ราว 100,000 ครั้งต่อวัน แต่เขียนได้จำกัดแค่ 1,000 ครั้งต่อวัน ถ้าออกแบบให้เขียนบ่อยเช่นเก็บ session หรือ counter ทุก request จะชนลิมิตเร็วมาก เหมาะกับ config caching หรือข้อมูลที่เขียนไม่บ่อยมากกว่า
- D1 (SQLite แบบ edge) — พื้นที่ฟรีรวม 5GB, อ่านได้ 5 ล้าน rows ต่อวัน และเขียนได้ 100,000 rows ต่อวัน (นับเป็น rows ไม่ใช่จำนวน query) ยังเป็น SQLite ไม่ใช่ Postgres เต็มรูปแบบ งานที่ต้อง query ซับซ้อนมากๆ ต้องคิดเผื่อ
- R2 — พื้นที่ฟรี 10 GB-month ต่อเดือน, Class A operation (เขียน/ลบ/list) ฟรี 1 ล้านครั้ง, Class B (อ่าน) ฟรี 10 ล้านครั้ง จุดขายคือไม่มีค่า egress เหมือน S3 เหมาะเก็บไฟล์ที่ต้อง serve บ่อยๆ
- Queues — โควตาฟรีราว 10,000 operations ต่อวัน แต่ message เก็บได้แค่ 24 ชั่วโมงบนแผนฟรีแบบปรับไม่ได้ ต่างจากแผนเสียเงินที่ default เก็บได้ 4 วัน และปรับได้ถึง 14 วัน
ส่วนบริการเสริมอย่าง Vectorize, Hyperdrive และ Browser Rendering:
- Browser Rendering มี free tier ชัดเจน คือ 10 นาที/วันบนแผน Free และรองรับสูงสุด 3 concurrent browsers
- Hyperdrive มี usage แบบจำกัดรวมอยู่ใน Workers Free เช่นกัน (ราว 100,000 database queries/วัน)
- Vectorize มี Free tier สำหรับการทดลองจริง โดยปัจจุบัน Workers Free รวม 30 ล้าน queried vector dimensions/เดือน และ 5 ล้าน stored vector dimensions ตามหน้าราคาปัจจุบันของ Vectorize เอง
ถ้าจะใช้บริการเสริมพวกนี้จริงจัง แนะนำเปิดหน้าราคาของบริการนั้นตรงๆ ก่อนออกแบบระบบ เพราะโควตาปรับเปลี่ยนได้บ่อย
Durable Objects, Pages, Images, Stream และ Workers AI — ส่วนที่มักถูกมองข้าม
Durable Objects เป็น stateful compute สำหรับงานที่ต้องการ consistency สูง เช่น ห้องแชท, counter, game session แผน Free ให้ 100,000 requests/วัน และ 13,000 GB-s/วันสำหรับ compute duration ส่วน storage บนแผน Free ใช้ backend แบบ SQLite เท่านั้น (backend แบบ key-value ไม่เปิดให้ Workers Free) ซึ่งให้พื้นที่ฟรี 5GB อ่านได้ 5 ล้าน rows/วัน เขียนได้ 100,000 rows/วัน — ตัวเลขเดียวกับ D1 เพราะใช้ระบบเดียวกันข้างใต้
Cloudflare Pages สำหรับ static site / JAMstack ไม่มีการคิดค่า bandwidth แบบ GB ตาม pricing model ที่ประกาศไว้ แต่ยังมีข้อจำกัดและเงื่อนไขอื่นที่ต้องรู้ เช่น จำนวน build ต่อเดือน (แผน Free อยู่ที่ 500 builds/เดือน), จำนวนไฟล์สูงสุด 20,000 ไฟล์/โปรเจกต์ และขนาดไฟล์สูงสุด 25 MiB/ไฟล์ นอกจากนี้ Cloudflare มีนโยบายเฉพาะเกี่ยวกับการใช้เครือข่ายเพื่อกระจายวิดีโอหรือไฟล์ขนาดใหญ่จำนวนมาก โดยแนะนำให้ใช้บริการเฉพาะทางอย่าง Stream หรือ R2 แทน ดังนั้นไม่ควรเรียก Pages ว่า “bandwidth ฟรีไม่จำกัดแบบไม่มีเงื่อนไข” — ถ้าทำ Next.js/Astro/Vite site ทั่วไป Pages ยังถือว่าคุ้ม แต่การเปรียบเทียบว่า “คุ้มกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่” เป็นการตัดสินเชิงเปรียบเทียบที่ต้องดูราคาปัจจุบันของแต่ละเจ้าประกอบ ไม่ควรสรุปตายตัว
Workers AI รันโมเดล AI (LLM, image generation, embeddings, speech-to-text) บน edge โดยตรง คิดค่าใช้จ่ายเป็นหน่วย “Neuron” ซึ่งรวมทุก modality เข้าด้วยกัน แผน Free ให้ 10,000 Neurons/วันโดยไม่ต้องใส่บัตรเครดิต การใช้งานจริงจะกิน quota เร็วแค่ไหนขึ้นกับโมเดล ความยาว input/output และ modality ที่ใช้ ซึ่งแตกต่างกันมากในแต่ละกรณี จึงควรคำนวณจาก neuron cost ของโมเดลที่จะใช้จริงแทนการอ้างอิงจำนวนครั้งแบบเหมารวม ถ้าจะทำ prototype เร็วๆ โควตานี้ใช้ได้สบาย แต่ถ้าจะทำ production ต้องคิดเผื่องบเพิ่มตั้งแต่ต้น
Images และ Stream สองตัวนี้ต่างจากตัวอื่นชัดเจน:
- Images ให้ free allowance เฉพาะส่วน “Unique Transformations” 5,000 ครั้ง/เดือน (นับเฉพาะ Images Free เท่านั้น รวมถึงกรณี transform ภาพที่เก็บอยู่นอก Images เช่นบน R2 ได้ด้วย) ส่วนฟีเจอร์ Images Stored และ Images Delivered เป็นส่วนของ Images Paid ไม่มี free tier แยกต่างหาก
- Stream (วิดีโอ) ไม่มี free allowance แบบที่ R2 หรือ Pages มี แต่คิดเงินตามนาทีของวิดีโอที่เก็บ (storage) และนาทีที่ส่งให้ผู้ชม (delivery) โดย bandwidth รวมอยู่ในค่าส่งวิดีโอแล้ว
ถ้าโปรเจกต์เน้นรูปภาพ/วิดีโอเยอะ ไม่ควรคาดหวังว่าจะฟรีเหมือนฝั่ง R2/Pages
ฝั่งความปลอดภัยและเครือข่าย: DNS, Zero Trust, Turnstile, Email Routing
- DNS — โฮสต์ DNS records ได้ฟรีบนแผน Free แต่มี quota ของจำนวน records ต่อ zone เช่น Free zone ที่สร้างตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2024 มี default limit 200 records/zone (zone เก่าก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 1,000 records) เว็บทั่วไปมักไม่ชน limit นี้ แต่ไม่ควรเรียกว่า “ไม่จำกัด” เพราะมีเพดานจริง
- Cloudflare Access / Zero Trust — แผนฟรีรองรับ 50 users ใช้ทำ SSO/access control หน้า internal tool หรือ admin panel ได้โดยไม่ต้องเปิด VPN
- Turnstile — ทางเลือกแทน reCAPTCHA ให้ unlimited challenges/verification ฟรี แต่มีจำนวน widget สูงสุด 20 widgets/account ไม่ใช่ว่าทุกอย่างไม่มี limit
- Email Routing — ส่วนนี้ต้องแยกให้ชัดระหว่างสองบริการที่มักถูกปนกัน: Inbound Email Routing (รับอีเมลเข้าโดเมนของตัวเองแล้ว forward ไปยังกล่องจดหมายที่ verify แล้ว เช่น Gmail) ฟรีและไม่จำกัดปริมาณ inbound เหมาะกับคนที่มีโดเมนอยู่แล้วอยากได้ [email protected] โดยไม่ต้องเช่า mailbox แยก ส่วน Email Sending (ส่งอีเมลออกไปยังผู้รับใดก็ได้) เป็นคนละบริการ และ Free plan ไม่ได้เปิดให้ส่งไปยังผู้รับทั่วไปแบบไม่จำกัด ต้องใช้ Workers Paid สำหรับการส่ง
แล้วถ้าต้องอัปเกรด ต้นทุนหน้าตาเป็นยังไง
Workers Paid มี minimum charge $5 ต่อเดือน/บัญชี ซึ่งรวม included usage ตาม pricing ปัจจุบันไว้ที่ 10 ล้าน request และ 30 ล้าน CPU-ms เกินจากนี้คิดเพิ่ม $0.30 ต่อล้าน request และ $0.02 ต่อล้าน CPU-ms ไม่มีค่า egress หรือ throughput เพิ่มเติมบนแผนนี้ เทียบกับ AWS Lambda ที่โดยทั่วไปมีค่า data transfer out แยกต่างหาก (แม้จะมีข้อยกเว้นบางกรณี) งานที่ทราฟฟิกสูงแต่เบา CPU มักจะมีต้นทุนต่ำกว่าฝั่ง Cloudflare แต่ถ้างานหนัก CPU จริงๆ ราคาระหว่างสองเจ้าจะไล่เลี่ยกันมากกว่าที่คิด
แล้วยังมีอะไรอีกที่บทความนี้ยังไม่ลงลึก
Cloudflare มีผลิตภัณฑ์อีกหลายตัวที่ไม่ได้ลงรายละเอียดในบทความนี้ เช่น AI Gateway (proxy หน้า LLM provider ต่างๆ พร้อม caching/analytics), AI Search/AutoRAG (ต่อยอดจาก Vectorize ทำ RAG แบบสำเร็จรูป), Argo Smart Routing และ Load Balancing (บริการเสริมที่ต้องจ่ายเพิ่ม), Bot Management ระดับสูงกว่า WAF พื้นฐาน, Cloudflare Registrar, Magic Transit/Magic WAN สำหรับ network security ระดับองค์กร, Cache Reserve, Snippets/Rulesets และ Realtime/Calls สำหรับงาน video/audio แบบ WebRTC
แต่ละตัวมีเงื่อนไขฟรี/เสียเงินของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน และหน้าเอกสารต่างๆ ของ Cloudflare ก็อาจอัปเดตไม่พร้อมกันในบางช่วง ดังนั้นถ้าจะเอาตัวไหนไปใช้จริงจัง วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือเปิดหน้า pricing ของบริการนั้นตรงๆ ก่อนเริ่มออกแบบระบบ ไม่ใช่เชื่อจากบทความสรุปรวมใดๆ รวมถึงบทความนี้ด้วย
สรุป
- เว็บทั่วไปหรือ static site: แผน Free ของ Cloudflare มักจะเพียงพอ แต่ขึ้นกับปริมาณทราฟฟิกและความต้องการด้านความปลอดภัยของแต่ละโปรเจกต์
- ต้อง expose dev server ชั่วคราวแบบไม่มีโดเมน: Quick Tunnel ใช้ได้ทันที แต่ถ้าจะทำ production ต้องมีโดเมนบน Cloudflare DNS ก่อนเสมอ
- ใช้ Workers ทำ API/backend: ประเมิน CPU time ของงานจริงก่อนเสมอ อย่าดูแค่จำนวน request ต่อวัน และเช็กโควตาของบริการเสริม (Vectorize, Hyperdrive, Browser Rendering) แยกให้ชัดตั้งแต่ตอนออกแบบ
- ใช้ Pages ทำ static site: ไม่มีการคิดค่า bandwidth ตาม GB แต่ยังมีเงื่อนไขเรื่องจำนวนไฟล์ ขนาดไฟล์ และการใช้งานเพื่อกระจายวิดีโอ/ไฟล์ขนาดใหญ่
- ใช้ Workers AI: โควตาฟรีเหมาะกับ prototype แต่สำหรับ production ที่มี traffic จริง ควรคำนวณ neuron cost ของโมเดลที่ใช้จริงและเผื่องบไว้ล่วงหน้า
- ใช้ Access/Zero Trust ทำ SSO เข้า internal tool: แผนฟรีรองรับ 50 users ซึ่งเพียงพอสำหรับองกรค์ขนาดเล็ก
